Error
การวัด (Measurement) คือ กระบวนการที่ทำการเปรียบเทียบปริมาณที่ไม่ทราบค่าของตัวแปรกับค่ามาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้ การวัดเป็นกระบวนการ “Empirical” ซึ่งก็คือจะต้องเป็นผลมาจากการทดลอง การสังเกต
ไม่ใช่มาจากความคิดหรือทฤษฎี ซึ่งการวัดทุกครั้งมีค่าความผิดพลาดเสมอ ในทางปฏิบัติไม่มีเครื่องมือวัดใดที่วัดค่าแล้วมีความถูกต้องเท่าค่าจริง ดังนั้น
การใช้เครื่องมือวัดต้องเข้าใจหลักการและเทคนิคพื้นฐานของการวัดอย่างถูกต้อง และคำนึงถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดค่าความผิดพลาดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงให้เกิดค่าความผิดพลาดเหลือน้อยที่สุด
ความผิดพลาด (Error) คือ
ความแตกต่างระหว่างผลที่ได้จากการวัดและค่าจริงของปริมาณที่ถูกวัดในทางปฏิบัติเราไม่สามารถหาค่าความผิดพลาดในการวัดอย่างแน่นอน
ดังนั้นผลที่ได้จากการวัดจึงมีความ ไม่แน่นอน(Uncertainty) ร่วมอยู่เสมอ
ชนิดของความผิดพลาด(Type of Errors )
1. ความผิดพลาดเนื่องจากผู้ทำการวัด (Human Errors or Gross Errors)
“Gross” หมายถึง
ความไม่ประณีต ความไม่มีสามัญสำนึก ฯลฯ
- เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ เช่น อ่านค่าไม่ถูกต้อง ขาดความรู้ความเข้าใจในเครื่องวัด คำนวณผลการวัดไม่ถูกต้อง เป็นต้น
- ความผิดพลาดจากการอ่านค่า (Observation Errors) ในการอ่านเครื่องวัดแบบเข็มชี้จะเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งปรากฏ (Apparent Displacement) ของเข็มชี้ เนื่องจากตำแหน่งตาผู้อ่านค่าแตกต่างไป ความผิดพลาดนี้เรียกว่า Parallax สามารถแก้ไขได้โดยใช้กระจกติดอยู่ในระนาบเดียวกับสเกลใต้เข็มชี้
ความผิดพลาดจากการอ่านแบบ Parallax
2. ความผิดพลาดแบบเป็นระบบ
(Systematic Errors) หรือไบอัส (Bias) สามารถแบ่งได้เป็น
2.1 ความผิดพลาดเนื่องจากเครื่องวัด (Instrumental Errors) เกิดจากโครงสร้างระบบกลไก เนื่องจากขาดการบำรุงรักษาใช้งานและการใช้เครื่องวัดไม่ถูกต้อง
2.1 ความผิดพลาดเนื่องจากเครื่องวัด (Instrumental Errors) เกิดจากโครงสร้างระบบกลไก เนื่องจากขาดการบำรุงรักษาใช้งานและการใช้เครื่องวัดไม่ถูกต้อง
- ความฝืดระหว่างเดือยกับฐานรองเดือย
- ความฝืดจากสปริงก้นหอย (Spiral Spring) เช่น การตึงตัว การยืดตัวของสปริงก้นหอย
- การปรับแต่งผิดพลาดทำให้เข็มชี้ไม่ตรงตำแหน่งศูนย์ (Zero Position)
2.2 ความผิดพลาดเนื่องจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Errors) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่การวัด ดำเนินการอยู่จะ มีอิทธิพลต่อค่าหรือผลการวัดที่ได้ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงความถี่และแรงดันไฟฟ้า เป็นต้น
3. ความผิดพลาดตกค้าง (Residual Errors) หรือความผิดพลาดแบบแรนดอม
(Random Errors)
คือความผิดพลาดที่มีค่าแตกต่างกันเมื่อทำการวัดปริมาณเดียวกันซ้ำๆกัน
เป็นความผิดพลาดที่ไม่แน่นอนว่ามีสาเหตุเกิดมาจากอะไร
ความผิดพลาดนี้จะเกิดขึ้นเสมอ ความผิดพลาดที่เหลืออยู่
เมื่อเราทำการกำจัดความผิดพลาด เนื่องจากผู้ทำการวัด ค่าที่อ่านได้เหล่านี้จะนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติเพื่อหาค่าที่วัดได้ต่อไป
สาเหตุความผิดพลาดของเครื่องมือวัด
โดยทั่วไปมีสาเหตุดังต่อไปนี้
- สนามแม่เหล็ก เช่น การใช้เครื่องมือวัดใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้กับขดลวดเคลื่อนที่
- อุณหภูมิรอบๆเครื่องมือวัดสูงเกินไป จะขาดความแม่นยำ
- ความร้อนในตัวเครื่องมือวัด เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเครื่องมือวัดในการวัดระยะแรกๆอุณหภูมิของอุปกรณ์ภายในต่างๆจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าวัดไม่ถูกต้อง จึงต้องรอให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนคงที่เสียก่อน
- เข็มชี้เคลื่อนไปจากศูนย์ ต้องปรับให้เข็มชี้ที่ศูนย์เสมอ
- การเสียดสี หรือ ความฝืดจะเกิดระหว่างแกนขดลวดกับที่รองรับแกน มีผลให้การวัดคลาดเคลื่อนได้
- การเสื่อมอายุของอุปกรณ์
- ลักษณะการใช้งานของเครื่องมือวัด เช่น การวางตั้งฉาก การวางราบ เป็นต้น
- ตัวผู้วัด การอ่านค่า การใช้งาน ต้องมีความระมัดระวังและความชำนาญ
- การเปลี่ยนแปลงความถี่และแรงดันไฟฟ้า
การลดความผิดพลาดในการวัด
1.การลดความผิดพลาดเนื่องจากผู้ทำการวัด- มีความรู้ความเข้าใจ
- มีเทคนิค
- มีวินัย
- โดยทำความเข้าใจกับเครื่องมือวัด เช่น ความสามารถแลละขีดจำกัดของเครื่องมือ สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการวัด
- ในเชิงระบบทางเทคนิค เช่น การออกแบบเครื่องมือวัด ควรคำนึงถึงการป้องกันอุณหภูมิจากภายนอกและภายใน การป้องกันสนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กเช่น EMI และระบบ Ground loop เป็นต้น
- ควรเคาะที่เครื่องวัดเบาๆก่อนอ่านค่า (เพื่อกำจัดความฝืด)
- Passive compensation เช่น การชดเชยต้านสภาพแวดล้อมโดยใช้วงจร bridge ชดเชยผลของความต้านทาน เนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยน
- ในกรณี Scale Error สามารถถูกวัดโดยเปรียบเทียบค่าที่อ่านกับเครื่องวัดที่มีความถูกต้องกว่า ทำให้ได้ค่าความผิดพลาดและจะต้องใส่ค่าแก้เข้าไปทุกครั้งที่ใช้เครื่องวัด
ใช้วิธีทางสถิติ
(ถูกต้องมากกว่าการวัดเพียงครั้งเดียว) เช่น ตัวอย่าง,ประชากร,ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
การ กระจายความถี่ เป็นต้น
3.1)ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
คือ ค่าแทนหรือตัวกลางที่อ่านได้จากการวัด
ได้จากการรวมค่าทุกค่าที่อ่านได้แล้วหารด้วยจำนวนครั้งที่วัด
3.2)ความเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ย
คือ ค่าที่อ่านได้จากการวัดแต่ละครั้งห่างออกจากค่าเฉลี่ยเลขคณิต
อาจเป็นบวกหรือลบก็ได้
3.3)ความเบี่ยงเบนเฉลี่ย
คือค่าที่ได้จากผลรวมของค่าสัมบูรณ์ ของค่าความเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยหารด้วยจำนวนครั้งของการวัด1
3.4)ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(SD)
3.5)ความแปรปรวน
3.6)ค่าความผิดพลาดที่น่าจะเป็น
(Probable Error)
ค่าความน่าจะเป็นของรูปโค้งการกระจายความผิดพลาด
( Possibility of Error Distribution Curve) สรุปได้ดังนี้
1.ค่าความผิดพลาดต่ำๆมีความน่าจะเป็นมากกว่าความผิดพลาดสูงๆ
2.ค่าความผิดพลาดสูงๆจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
3.ความน่าจะเป็นของค่าความผิดพลาดทั้งค่าบวกและค่าลบจะมีค่าเท่ากันแบบสมมาตร
(Symmetry)
ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้วจะมีค่าเท่ากับศูนย์
จากตารางนั้นแสดงค่าความเบี่ยงเบนจำกัดไว้ที่ค่า
และเรียกค่า r คือค่าความผิดพลาดที่น่าจะเป็น (Probable
Error) โดยค่าความผิดพลาดแรนดอมที่น่าจะเป็นของค่าที่อ่านได้จากการวัดจะมีค่าไม่เกิน
±r และให้นิยาม r ได้ดังนี้
และเรียกค่า r คือค่าความผิดพลาดที่น่าจะเป็น (Probable
Error) โดยค่าความผิดพลาดแรนดอมที่น่าจะเป็นของค่าที่อ่านได้จากการวัดจะมีค่าไม่เกิน
±r และให้นิยาม r ได้ดังนี้
จากตารางคือค่าความเบี่ยงเบนของพื้นที่ใต้เส้นโค้งที่น่าจะเป็น
(Probability
Curve)
การคำนวณค่าความผิดพลาดจากการวัด
- ค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์ (Absolute Error) คือค่าที่วัดได้ลบด้วยค่าจริง
- ค่าความผิดพลาดสัมพัทธ์ (Relative Error) หรือ Percent Error คือเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดได้จากค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์เปรียบเทียบกับค่าจริง
แสดงค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์และค่าความผิดพลาดสัมพัทธ์
- ค่าความถูกต้องหรือความแม่นยำ (Accuracy :A) คือค่าที่อ่านได้จากเครื่องมือวัดได้ใกล้เคียงกับค่าจริงมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างการคำนวณ Accuracy ในspec มิเตอร์
- ค่าความเที่ยงตรง (Precision) คือค่าวัดได้ใกล้เคียงกันมากน้อยเพียงใดจากการวัดตัวแปรเดียวกันซ้ำกันหลายๆครั้ง
คลาสหรือชั้นของเครื่องมือวัด (Class of Instruments)
หมายถึง
ตัวเลขบอกค่าความผิดพลาดสัมพันธ์
ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ค่าความผิดพลาดของค่าเต็มสเกลหรือ ย่านวัด
และทุกค่าสเกลการวัดจะมีค่าความผิดพลาดสัมพันธ์เท่ากับของค่าเต็มสเกลด้วยเมื่อคูณย่านวัดกับคลาสจะได้เป็นค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์ของย่านวัดนั้นเครื่องมือที่มีคลาสต่ำจะวัดได้ค่าความถูกต้องมากกว่าเครื่องมือวัดที่มีคลาสสูง
เมื่อวัดด้วยย่านวัดเดียวกัน
AC มิลลิแอมมิเตอร์คลาส 1.5 ย่านวัด 100mA ใช้งานแบบตั้งฉาก
ชนิดชั้นหรือคลาสของเครื่องมือวัด
- ค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์ของย่านวัด (Absolute Error of Range)
- ค่าความผิดพลาดสัมพันธ์ (Relation Error) หรือเปอร์เซ็นต์ค่าความผิดพลาด (Percent Error)
- ค่าความผิดพลาดจำกัด (Limiting Errors) ค่าความผิดพลาดประกัน (Guaranteed Errors) ค่าความผิดพลาดของเข็มชี้ (Indicating instrument) หรือค่าความผิดพลาดจำกัด (Limiting Errors) ของย่านวัดจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ค่าความผิดพลาดของค่าเต็มสเกล ซึ่งคำนวณเป็นค่าความผิดพลาดสัมบูรณ์ของย่านวัด เช่นเดียวกับคลาส หรือชั้นของเครื่องมือวัด
การสะสมค่าความไม่แน่นอน
นายนเรศ ว่องประชานุกูล วิศวกรรมไฟฟ้าชั้นปี 2
ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
แหล่งอ้างอิง
http://course.eau.ac.th/course/Download/0153610/2%20error%20of%20measurement%20for%20web.pdf
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=1957&Itemid=99999999&limit=1&limitstart=4
http://eerg.eng.rmutp.ac.th/E_Learning/Electrical%20Instruments%20and%20Measurements/chapter.html
http://www.kmitl.ac.th/~s2011252/HOME%20WORK%20INTRODUCTION%20TO%20MEASUREMENT%20AND%20INSTRUMENTS%201.pdf
หนังสือ การวัดและเครื่องวัดไฟฟ้า รศ.ดร.เอก ไชยสวัสดิ์




















